Page (หน้าเว็บเพจ)

เป็นการสร้างหน้าเว็บขึ้นมาใหม่อีกหน้า เป็นหน้าที่มีความคงที่ของ data ไม่ค่อยมีการอัพเดตข้อมูลบ่อยนัก เช่น หน้า Contact us ,หน้า Login , หน้า About us เป็นต้น สามารถสร้างเทมเพลต (รูปแบบการแสดงผลข้อมูล) ให้แตกต่างออกไปได้ อีกมากมาย

1.ชื่อบทความ

ตรงนี้พิมพ์ชื่อเรื่อง ให้เกี่ยวข้องกับเนื้อหาที่จะเขียนลงไปในบทความ

หัวเรื่องที่ดีควรมีลักษณะอย่างนี้

1.อ่านง่าย สั้น กระชับ ได้ใจความ

2.น่าสนใจ ชวนติดตามให้ อ่านต่อ

แค่นี้เองครับ คงไม่ยากจนเกินไปใช่ไม๊ครับ

2.ส่วนของการเขียนเนื้อหา

  • แทรกรูปภาพ ตัวอย่าง รูปแบบไฟล์ที่รองรับ jpg , jpeg, png, bmp, gif เป็นต้น
  • แทรกวีดีโอ ตัวอย่าง รูปแบบไฟล์ที่รองรับ wmv ,.mp4, .flv เป็นต้น
  • แทรกเสียง ตัวอย่าง รูปแบบไฟล์ที่รองรับ .mp3 .wma เป็นต้น
  • แทรกสื่อมัลติมีเดียอื่นๆ ตัวอย่าง รูปแบบไฟล์ที่รองรับ .swf เป็นต้น
  • แถบเครื่องมือปกติ เพิ่มลดขนาด เปลี่ยนสี เหมือน Microsoft word
  • Tag more เอาไว้สำหรับแบ่งบทความ ที่เขียนขึ้นมานี้จะอยู่ที่หน้าแรกของบล็อก เมื่อกดปุ่ม จะมีเส้นประยาว แล้วมีคำว่า readmore อยู่ด้านท้าย จะ แยกบทความออกเป็น 2 ส่วน แบ่งส่วนแรกของบทความให้แสดงที่หน้าบล็อก แล้วอีกส่วน ก็ทำลิงก์เอาไว้ เมื่อผู้อ่านต้องการอ่านส่วนของบทความที่เหลือ ก็ให้คลิกที่ลิงก์ เพื่ออ่านบทความที่เหลือทั้งหมด เหมือนกับที่บทความนี้ได้มีการตัดบางส่วนแสดงที่หน้าบล็อก และอ่านที่เหลือ ให้คลิกลิงก์เพื่ออ่านต่อ (แต่บางธีม จะแสดงบทความนั้นทั้งหน้า เหมือนกับการคลิกที่ชื่อเรื่องของบทความ ดังเช่น เว็บ www.professional-wordpress.com )
  • Fullscreen Mode เป็นการปรับโหมดการเขียนให้เป็นแบบเต็มหน้าจอ ในกรณีที่คุณรู้สึกว่าช่องที่ให้เขียนมันเล็กไป ไม่สะใจ ก็กดได้เลย ใหญ่โดนใจแน่ครับ
  • Advance mode เป็นปุ่มที่กดแล้วจะเพิ่มความสามารถของการเขียน ได้อีก เช่น เปลี่ยนสี จัดชิดซ้าย ขวา ตัวอักษรพิเศษ
  • Visual view ปรับเปลี่ยนมุมมองเป็น เหมือนจริง
  • HTML view ปรับเปลี่ยนมุมมองเป็น code html
  • Page box พื้นที่ที่เอาไว้ใช้ในการเขียนบทความ จัดตำแหน่งรูปภาพ เนื้อหา วีดีโอ เสียง ให้ลงตัว
  • Path บอกว่าเราเขียนบทความอยู่ในโค๊ดของอะไร ตำแหน่งไหน (ส่วนใหญ่จะเป็นโค๊ด html)
  • Word count นับจำนวนคำที่เราเขียนลงไป ใช้ได้ถูกต้องเฉพาะ ภาษาอังกฤษ และภาษาอื่นๆ ส่วนภาษาไทย เค้าจะคิดเป็นการเว้นวรรคครับ
  • Resize Post box ย่อขยายกล่องโพสต์

3.Attribute

Attribute จะมีเฉพาะในหน้า page เท่านั้น ใน post ไม่มี page Attribute ของ page นั้นมีความสามารถอยู่ 3 อย่างหลักเลยคือ

รูป Attribute

  1. Parent สามารถเลือกได้ว่าจะให้เป็น parent(หน้าหลักๆ ทั้งหลาย)หรือ child (หน้าย่อยๆที่อยู่ภายใต้หน้าหลักอีกที) การกดหนดตรงนี้สามารถนำไปทำเป็น Dropdown Menu ได้
  2. Template เป็นความสามารถพิเศษอีกอย่างของ Word press เลยก็ว่าได้ ที่มีการอนุญาติให้แต่ละหน้าใช้รูปแบบการจัดวางที่แตกต่างออกไปได้ไม่ใช่ซ้ำ บางธีมจะมีรูปแบบมาให้หลายรูปแบบ แต่เราก็สามารถสร้าง Template เองได้
  3. Order เป็นการกำหนดลำดับก่อนหลังว่า ให้หน้าไหนมาก่อนมาหลัง ใส่เป็นค่าตัวเลข 1 มา ก่อน 2 นะ(น้อยกว่าจะขึ้นก่อน)

4.custom fields

field เป็นเครื่องมือ อรรธประโยชน์มากๆครับ ถ้าหากคุณเล่นจนคุ้นเคยกันดีกับ field ดีแล้วคุณจะสามารถแทรก script ,url,link,ภาพ,วีดีโอ,สื่อมัลติมีเดียอื่นๆ อีกมากมาย แต่ส่วนใหญ่ที่เค้าเอาไว้ใช้กันนั่นคือการทำ thumbnail สำหรับ หน้าแรก หรือหน้าหมวดหมู่ โดยการนำ URL ของรูปภาพของคุณมาใส่ที่ช่อง Value แล้วจัดให้อยู่ในกลุ่ม image โดยใส่ที่ช่อง name ว่า image จากนั้น ก็ คลิก add custom field หรือ update

5.Discussion

เปิดปิดระบบคอมเม้น และอนุญาติการใช้งาน trackbacks และ pingbacks เฉพาะในหน้านี้เท่านั้น ไม่เกี่ยวกับหน้าอื่นๆ นะครับ

6.Page Revision

เช็คดูว่าในบทความนี้มีใครเคยเขียนหรือแก้ไขบทความนี้บ้าง

7.Publish เลือกสถานะของบทความ

เป็นส่วนที่สำคัญมากอีกหนึ่งจุด หากมีการควบคุมที่ไม่ดีก็จะทำให้เกิดความผิดพลาดมากๆ เลย บางทีบทความเรายังเขียนไม่เสร็จแต่ดันกด publish เพื่อเผยแพร่ออกไป ซวยครับ หากเป็นข้อความที่สำคัญด้วยแล้วต้อง รอการตรวจสอบตรวจทานอีกทีนึงครับ ก่อนจะนำออกไปเผยแพร่ได้

หรือ บางบทความเนี่ยเป็นบทความลับที่เห็นได้เฉพาะคนที่เราต้องการให้เห็นได้เท่านั้น อย่างเช่น บทความแบบผู้ใหญ่ ที่เด็กๆไม่ควรอ่าน ก็ต้องทำการป้องกันบทความไว้ ถ้าตั้งค่าไม่ถูกรับรองงานเข้าให้ไว

7.1.Save Draft ปุ่มเซฟแบบร่าง (Ctr+s)

ใช้ในกรณีที่ยังสร้างบทความไม่เสร็จ เช่น ยังต้องการรูปหรือวีดีโอก่อน ถึงจะเผยแพร่ได้ วิธีใช้ ก็แค่คลิก

7.2.Preview ปุ่มทดลองดูบทความที่เรากำลังเขียนอยู่

ใช้ในกรณีที่ยังต้องการดูว่าหน้าตาผลลัพท์จริงๆของบทความเป็นยังไงถูกใจหรือไม่ ข้อมู,ยังไม่ถูกบันทึก จะขึ้นหน้าใหม่มาให้

7.3.Status สำหรับอัพเดตสถานะของบทความ

ใช้ในกรณีที่ต้องการเปลี่ยนแปลงสถานะของบทความ เลือกได้ 3 แบบ

– Publidhed เผยแพร่แล้ว

– Pending Review สมบูรณ์แล้ว รอการตรวจสอบความถูกต้องอีกที

– Draft ยังไม่เสร็จ

7.4.Visibility ตั้งค่าความปลอดภัยของบทความ

โดยทั่วไปแล้วจะมีการเผยแพร่แบบสาธารณะ กล่าวคือ ผู้คนทั่วไปสามารถเห็นบทความนี้ได้

ให้ติดที่ public

แต่บางบทความที่เป็นความลับเฉพาะบุคคลบางกลุ่มเท่านั้น คนอื่นเข้าไปอ่านไม่ได้ ก็ต้องทำการป้องกันบทความไว้ โดยเลือกที่ Password Protected -> ใส่รหัสผ่านเฉพาะ

หรือบางบทความเราอยากจะเก็บไว้อ่านคนเดียวก็ติ๊กที่ private

7.5.Published ,date ,time ตั้งเวลาการเผยแพร่บทความ

แบ่งเป็น 2 แบบด้วยกัน เผยแพร่ตามปกติ กับ ตั้งเวลาเผยแพร่ล่วงหน้า

เผยแพร่ตามปกติ ก็ไม่ต้องไปยุ่งกับมันปล่อยไว้ แล้ว กด Publishได้เลยวัน เวลาจะเป็นปัจจุบัน

ตั้งเวลาเผยแพร่ล่วงหน้า เผยแพร่ได้ทุกที่ทุกเวลา แม้ขณะหลับก็ตาม หลักการง่ายๆ แค่ เลือกวันที่และเวลาที่จะเผยแพร่ จากนั้นก็กด publish ได้เลย

8.Page Slug

เป็นระบบที่สำคัญอีกหนึ่งระบบ กล่างคือ เป็นการตั้งชื่อ URL ของเพจนี้ เป็นระบบที่จะไปสัมพันธ์กับ ระบบ Permalink

Page slug จะใช้ในกรณีที่ชื่อ title ของเรานั้นยาว หรือต้องการทำ seo ก็ต้องเปลี่ยนให้เป็นข้อความที่สอดคล้องกับ keyword ที่เราต้องการดัน การใช้งานไม่ยากครับ แค่พิมพ์คำที่ต้องการก็ได้แล้วครับ

ค่าปกติ

http://professional-wordpress.com/?p=1764

ปกติแล้วการตั้งชื่อ url ของ wordpress จะใช้ title มาเป็น url

http://professional-wordpress.com/? basic_wordpress/Post_Slug

เมื่อเปลี่ยนมาใช้ slug

http://professional-wordpress.com/?basic_wordpress/การใช้งาน Slug/

แต่จะยังไม่สามารถใช้งานได้จนกว่าจะเปลี่ยน permarlink และบางทีต้องตั้งค่า .htaccess ก่อน